第二:これってまさかあの時の!? นี่มัน หรือว่าคือที่อ่านเจอตอนนั้น!?

เนื่องจากคาบเรียนที่ 2 เรานั้นได้หยุดเรียนไปเพราะตอนนั้นอยู่ญี่ปุ่น เราจึงต้องมาตามงานจากเพื่อนๆ ทีหลัง ซึ่งหลังจากที่ได้รู้จากเพื่อนๆ ว่าสามารถเขียน Blog ส่งเป็นงานได้เราก็คิดว่าเราเองก็คงจะเขียน blog เหมือนกัน แต่เนื้อหาที่ต้องเขียนควรจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ได้เรียนไปในคาบบ้าง ซึ่งปัญหาก็คือ เราไม่ได้เข้าเรียน ฉะนั้น เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาเรียนอะไรกันไปบ้าง (www) จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการตามอ่าน blog ของเพื่อนๆ ดูสิ่งที่เพื่อนได้เรียนกันไปในคาบที่ 2 เพื่อเอามาเป็นแนวทางเขียน blog แก้ขัดไปก่อน

สิ่งหนึ่งที่ได้จากการอ่าน Blog เพื่อนคือ ในการแนะนำตัวนั้นเราควรใส่ “EPISODE” เข้าไปเพื่อสร้างความน่าสนใจให้แก่เรา ใส่เรื่องราวที่ไม่เหมือนคนอื่น จะได้เป็นที่จดจำได้ง่าย และนี่ก็คือสิ่งที่ได้ และจากในสิ่งต่างๆ ในคาบเรียนที่สองที่อ่าน ๆ มาแล้วยังจำได้มาถึงตอนนี้ก็มีข้อนี้นี่แหละครับ wwww

สาเหตุที่เรื่อง EPISODE ยังคงตามติด (หลอกหลอน) มาถึงตอนนี้ก็เพราะวันเสาร์ที่ 2 กุมภา เราเองก็เป็นหนึ่งในคนของปี 3 ที่ไปสอบทุนมง และในข้อสอบพาร์ทการอ่านก็มีเรื่องเกี่ยวกับ EPISODE โผล่มาให้อ่านยังไงล่ะ!

EPISODE คืออะไร? คำศัพท์คำนี้เราคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น เพราะสมัยนั้นเริ่มหันมาดู anime แบบ Eng.Sub เลยต้องกดเสิร์จเป็นภาษาอังกฤษ ตอนนั้นเลยได้รู้ว่าจะดู anime ตอนไหน ก็ให้เสิร์จชื่อตามด้วย episode (หรือสั้นๆ ก็ ed) ที่เท่าไหร่ๆ เช่น Seto no hanayome ep 26 เราเลยจำมานับตั้งแต่นั้นว่า Episode=ตอน แต่ก็ยังไม่รู้คำแปลจริงๆ ของมันที่เขียนไว้ในพจนาณุกรม ว่าแล้วก็ลองเปิดดูเลย

Episode (n.) (ระดับ ม.ปลาย) = เหตุการณ์ตอนหนึ่งๆ หรือ ตอน ซึ่งมันก็ตรงกับที่เราเข้าใจในตอนแรก แต่ก็ได้เข้าใจละเอียดขึ้นว่ามันแปลว่า “เหตุการณ์ตอนหนึ่งๆ” ไม่ใช่แค่แปลว่า “ตอน” แบบ anime ตอนที่ 1-26 อะไรแบบนี้อย่างเดียว

ตัว EPISODE ในบทความนี้เนี่ยมันจะอยู่ในเรื่องของการเรียนภาษา ซึ่งยังไปสอดคล้องกับเรื่องการเรียนภาษาแม่และภาษาที่สองที่เรียนในคาบอีกด้วย
ตามที่เราเข้าใจจากบทความในข้อสอบ ตัว EPISODE จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราเรียนรู้ “คำศัพท์” จากการที่เราได้ยินศัพท์คำนั้นๆ จากในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน โดยได้ยกตัวอย่างคำว่า “やわらかい” ขึ้นมา เช่น เราจะเข้าใจว่า やわらかい นี่เป็นสัมผัสๆ หนึ่งที่เวลาผู้ใหญ่แตะผิวเด็กแล้วจะรู้สึก จากนั้นเราก็จะได้ยินคำนี้อีกในสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จนเราได้รวมรวบตัวอย่างการใช้คำ “やわらかい” ได้มากพอที่จะรู้แล้วว่าคำคำนี้เอาไว้ใช้ระบุ “สัมผัส” แบบนั้นนะ หรือเอาไว้บรรยายลักษณะแบบนั้นนะ

คำว่า “やわらかい” หากเปิดพจนาณุกรมเราก็คงเห็นความหมายของมันว่าแปลว่า “นุ่ม” แต่ที่ไม่ได้กล่าวคำว่านุ่มออกมาตอนที่อธิบายคำว่า やわらかい นั่นเพราะอยากให้ทำความเข้าใจความหมายของคำคำนี้โดยที่ไม่ได้ผ่านการเปิดพจนาณุกรมดู เหมือนกับตอนเราทำความเข้าใจคำว่า “นุ่ม” ในภาษาไทยเป็นครั้งแรก เราก็คงไม่เป็นพจนาณุกรมดูหรอกว่าคำว่า “นุ่ม” นั้นมันมีความหมายเขียนไว้ว่าอะไร แต่เราก็คงนึย้อนกลับไปตอนที่ได้แตะหรือจับต้องสิ่งที่มีสัมผัส “นุ่ม” ( เช่น แตะแล้วสบายมือ แตะแล้วยวบลงไป อะไรแบบนี้) พอลองคิดตามแบบนี้ดูแล้วก็ทำให้เข้าใจ concept ของสิ่งที่เรียกว่า EPISODE ในบทความนี้มากขึ้น

การเรียนรู้ความหมายของศัพท์ผ่าน EPISODE ส่วนตัวคิดว่าเป็นวิธีที่จะทำให้เราเข้าใจความหมายของศัพท์ต่างๆ ได้มากขึ้น ทั้งความหมายจริงๆ หรือความหมายแฝง อย่างเช่นในภาษาไทย นอกจากนุ่มที่ใช้กันทั่วไปว่า “สัมผัสนุ่มนิ่ม” งี้ก็ยังเคยเห็นคนใช้คำว่านุ่มเรียกลักษณะนิสัยของคนว่าเป็น “คนนุ่มนิ่ม” อีกด้วย คนที่นุ่มนิ่มเป็นยังไงอะเหรอ? สำหรับเราก็นี่เลย!
櫻木真乃, Sakuragi Mano จากเกมซีรี่ส์ iDOLM@STER Shiny Colors

แค่รูปอาจยังไม่พอ เอาคลิปแนะนำตัวของเธอไปดูด้วย!

จาก EPISODE ต่างๆ ที่เราได้เจอมาทำให้เราคิดว่าสามารถใช้คำว่า “นุ่ม” อธิบายลักษณะของน้อง Mano ได้ และไม่ใช่แค่ภาษาไทย เรายังเห็นว่าในภาษาญี่ปุ่นเองก็มีการใช้ やわらかい เพื่อบรรยาย “ออร่า” ของคนได้เช่นกัน ซึ่งนี่ก็อาจเป็นจุดร่วมของการรับรู้ความหมายของคำศัพท์ผ่าน EPISODE ซึ่งแม้จะต่างภาษาแต่ก็สามารถเข้าใจสิ่งๆ เดียวกันได้ และเรายังคิดอีกว่านี่ก็อาจเป็นหนึ่ง Concept ของ Universal Grammar ของ Noam Chomsky อีกด้วย (ซึ่งจริงๆเกี่ยวมั้ยก็ไม่รู้ wwww)

และนี่ก็คือสิ่งที่เราคิดว่าเป็นการเรียนรู้ภาษาผ่าน EPISODE เรายังมีเรื่องที่อยากเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ แต่ไว้แยกเป็นเนื้อหาครั้งต่อไปแล้วกัน

ช่วง มิจจี้พาเที่ยว

Processed with VSCO with a9 preset

พบกับช่วงมิจจี้พาเที่ยว ส่วนท้ายของบทความที่มิจจี้จะลงรูปเล็กๆ น้อยๆ ตอนที่มิจจี้ได้ไปเที่ยวมา วันนี้พบกับแยกแยกหนึ่งในซัปโปโรในฤดูหนาว ถ่ายเก็บเอาไว้เพราะว่านี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ได้เดินทางไปต่างประเทศและได้เห็นหิมะขาวโพลนไปตราบที่สายตาจะมองเห็น นับว่าตัวเองกล้ามากที่ไปต่างประเทศครั้งแรกก็เลือกไปฤดูหนาวอุณหภูมิติดลบเลย wwwwwww

วันนี้พอเท่านี้ พบกันใหม่บทความหน้าจ้าาาา

僕の第一

เนื่องจากนี่เป็นการเขียนบล็อคครั้งแรกของเราสำหรับวิชา APPLIED JAPANESE LINGUISTIC จึงขอเล่าการเริ่มเรียนวิชานี้คร่าวๆ ก่อนแล้วกัน

แม้จะบอกว่าเป็นการเรียนคาบแรก แต่ที่จริงนี่ก็นับเป็นคาบที่สามตั้งแต่เปิดเทอมแล้ว เนื่องจากคาบแรกของเทอมตอนนั้นเรายังไม่ได้ลงเรียนวิชานี้ และบังเอิญว่าตอนนั้นมีเพื่อนชวนให้มาลงวิชานี้เพราะมีคนเรียนน้อย เราที่มีหน่วยกิตเหลืออยู่ก็รีบลงทะเบียนเพิ่มในทันใด

สิ่งแรกที่ทำในวิชานี้นั่นก็คืออออ การไม่เข้าเรียนครับ ต้องขออภัยอาจารย์จริงๆ ที่คาบที่สองไม่อาจเข้าเรียนได้ เพราะจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นผิดสัปดาห์ จึงจำเป็นต้องยอมหยุดเรียนไปหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ทำให้การเริ่มเรียนวิชานี้ของเรานั้นช้ากว่าเพื่อนๆ และพี่ๆ ทุกคนที่เรียนวิชานี้ด้วยกัน

สำหรับในคาบที่สาม (หรือนับเป็นคาบแรกสำหรับเรา) นั้น ส่วนตัวแล้วเป็นการเริ่มเรียนที่รู้สึกว่าตามไม่ทัน อีกทั้งเนื้อหายังเป็นทางภาษาศาสตร์ที่ตัวเองคิดว่าไม่ค่อยคุ้นเคยนัก จึงพยายามจดจ่อกับเนื้อหา ถ่ายชีทเพื่อนมาดูในไอแพดเรียนควบคู่แก้ขัดไปก่อน แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีสมาธิในตอนเรียนเท่าไหร่ กลับบ้านมาก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว…

เรื่องที่ยังพอจำได้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับ Noam Chomsky, Universal Grammar และ Compentency ซึ่งเท่าที่เข้าใจคือ มีสิ่งที่เรียกว่า Universal Grammar (UG) ที่เป็นทฤษฎีคิดขึ้นโดย Noam Chomsky ซึ่งได้กล่าวไว้ประมาณว่า ทุกๆ ภาษานั้นมีโครงสร้างที่มีพื้นมาจากรูปแบบพื้นฐานเดียวกัน (???) ซึ่งนี่เองก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมเราจึงสามารถเรียนรู้ภาษาแม่ของเราได้โดยที่ไม่มีพื้นฐานทางภาษาใดๆ มาก่อนเลย

ตอนแรกพอมาลองคิดก็ เอ๊ะ งงๆ แต่พอลองคิดดูควบคู่กับเอามาเทียบกับตัวเองแล้วก็พอเข้าใจขึ้นบ้าง เข้าใจขึ้นยังไง เช่น อย่างเราเรียนภาษาอังกฤษงี้ เราเรียนโดยเปรียบเทียบกับภาษาไทย ว่าศัพท์อังกฤษตัวนี้คือไทยตัวนี้นะ แกรมม่านี้คือยังงี้นะ เราจึงทำความเข้าใจมันได้ แล้วตอนเราฝึกภาษาไทย ฝึกพูดครั้งแรกล่ะ เราเอาไปเทียบกับภาษาอื่นไหม ก็ไม่ แต่เราเรียนรู้ผ่าน Episode ที่เราพบเจอ และอื่นๆ การเรียนรู้ภาษาโดยไม่จำเป็นต้องเอาไปเทียบกับภาษาอื่นนี่แหละคงเป็นสิ่งที่เกิดจากสัญชาตญาณทางภาษาบวกกับการที่แต่ละภาษานั้นมีโครงสร้างที่เกิดจากฐาน “Abstract Template” ล่ะมั้ง เราถึงสามารถเรียนรู้ภาษาแม่ของเราได้

เอาล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว ขอจบไว้เท่านี้ก่อนละกัน ไว้คาบถัดไปจะพยายามจดบันทึกเรื่องที่อยากเอามาเขียนลงบล็อคให้เยอะกว่านี้ เพราะนี่รู้สึกว่าจำอะรได้น้อยมาก แล้วไม่มีสมาธิตอนเรียนเอาเสียเลยยยย แล้วหลังจากนี้อาจมีเขียนประสบการณ์การไปญี่ปุ่นครั้งแรก (ที่ไม่เข้าเรียนนั่นแหละ) มาเขียนลงในนี้บ้างตามความเหมาะสมก็แล้วกัน 😀

ミッチー、頑張ります。