まとめ

และแล้วก็มาถึงช่วงสรุปสิ่งที่การเรียนในรายวิชา App Jap Ling ผ่านการเขียน blog โดยเราเขียนไปทั้งสิ้น 11 ครั้ง ซึ่งหากตัดครั้งแรกที่เป็นการเกริ่นไปแล้วก็จะมีบทความที่มีเนื้อหาแบ่งเป็น 4 หมวดหลักๆ ดังนี้

เนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีการสอน L2 หรือภาษาที่ 2 มีทั้งหมด 4 ครั้ง ได้แก่

  1. เรื่อง i+1
  2. เรื่อง output hypothesis
  3. เรื่อง noticing hypothesis
  4. เรื่อง Focus on form

เนื้อหาเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย มีทั้งหมด 2 ครั้ง ได้แก่

  1. งาน 手際の良い説明
  2. งาน 目に浮かぶ描写

เนื้อหาอื่นๆ ที่ได้เรียนในคาบ ทั้งหมด 3 ครั้ง ได้แก่

  1. เรื่อง Episode
  2. เรื่อง 敬語
  3. เรื่อง ภาษาโฆษณา

เรื่องนอกประสบการณ์นอกห้องเรียน มี 1 ครั้ง คือ

  • ประสบการณ์การแปล

แล้วเราได้อะไรจากเรียนและการเขียน blog ของวิชานี้บ้างล่ะ?

  1. ได้ทบทวนความรู้เดิม ทั้งเรื่องการใช้ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นผ่านการทำ task ที่อาจารย์ได้มอบให้ ไหนจะเรื่องคำสุภาพที่ได้เข้าใจมากขึ้นว่ามันมีหลักการใช้งานยังไง
  2. ได้ความรู้ใหม่ เกี่ยวกับแนวคิดการสอนภาษา ซึ่งสำหรับเราที่สอนภาษาอังกฤษให้น้องอยู่นั้นก็นับว่าช่วยปูแนวทางการสอนให้เรา เป็นประโยชน์กับเรามากๆ
  3. ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เช่น ลองเรียนเกี่ยวกับภาษาโฆษณา และได้ลองเขียนโฆษณาของตัวเองดูจริงๆ ยอมรับว่าสนุกกว่าที่คิดไว้ม้ากกก
  4. ได้มองย้อนดูตัวเอง จริงๆแล้วเราเป็นคนที่ไม่ค่อยได้มามองย้อนดูตัวเองนักว่างานที่ทำไปเนี่ยมีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง แต่พอต้องมาเขียนบล็อกแล้วเนี่ยมันก็ทำให้เราได้มาทบทวน ได้เห็นว่าตัวเองยังขาดอะไร ยังผิดพลาดตรงไหน
  5. ได้รู้จักยอมรับจุดด้อยของตัวเอง พอเห็นสิ่งที่ตัวเองขาดแล้ว การเขียนบล็อกมันก็เหมือนกับบังคับให้เราต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองยังขาดไป เราถึงจะเขียนออกมาได้ว่าเราเนี่ยยังขาดจุดนี้นะ ยังไม่เก่งเรื่องนี้นะ ดังนั้นเราจึงคิดว่าการเขียนบล็อกเนี่ยมันช่วยเกลาให้เราลดทิฏฐิลงไปได้พอควรเลย
  6. ได้เรียนรู้จากคนอื่น พอได้ลองไปอ่านบล็อกของคนอื่นแล้วมันทำให้เราได้รู้อะไรมากขึ้นเยอะเลย มีเพื่อนและพี่ที่เก่งๆ ต่างเอาประสบการณ์ของตัวเองมาแบ่งปันในบล็อก การไปอ่านบล็อกของพวกเขามันเหมือนทำให้เราได้เปิดโลก ได้รู้จักอะไรมากขึ้น แถมการได้ความเห็นจากคนอื่นที่มาให้ความเห็นในบทความวามของเราก็ทำให้เราได้รู้มากขึ้นว่าเราควรแก้ไขตรงไหน มีอะไรที่ควรเพิ่มบ้าง
  7. ได้มากกว่าเรียนทฤษฎี เนื้อหาในคาบนี้มันเหมือนสอนให้เราตระหนักถึงสิ่งสำคัญอื่นๆ นอกจากทฤษฎีให้มากขึ้น อย่างเรื่องการบอกทาง นอกจากเราจะต้องบอกทางถูกแล้ว เราก็ควรจะคำนึงถึงผู้ที่เราบอกทางให้มากขึ้น ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ปกติเราอาจมองข้ามไป เช่น วิธีการใช้รถไปฟ้า แบบนี้ หรือจะเป็นเรื่องการเป็นผู้ฟังที่ดี ที่ไม่ใช่เอาแต่ฟังอย่างเดียว แต่ก็ควรมีการตอบกลับด้วยท่าทาง พยักหน้า ถามบ้างอะไรบ้าง ให้บทสนทนามีชีวิตชีวา ไม่ใช่ให้ผู้เล่าเล่าเรื่องอยู่ฝ่ายเดียว อะไรแบบนี้

แต่ไปก็เป็นเรื่องที่เราต้องปรับปรุ่ง ซึ่งเราคิดว่าเรายังมีเรื่องต้องปรับปรุงอีกเยอะเลย ทั้งเรื่องความสม่ำเสมอในการเขียนบล็อก เห็นได้ชัดจากการมันเขียนเอาหลายบทความในช่วงสองสามวันผ่านมานี้

ต่อไปก็เป็นเรื่องความตั้งใจในการทำงาน รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจทำงานส่งเท่าที่ควรนัก อย่างตอนงานเล่าเรื่องผีนั่นก็ไม่ได้คิดเรื่องการอธิบายให้ดีเท่าไหร่ (อาจารย์ถึงกับงง อ่านต่อไม่ไหวอะ 5555 ผมขอโทษษษ) แล้วที่เสียดายที่สุดคืองาน 空想作文 นี่แหละ คือเราอาจจะคิดไปเองว่าอาจารย์บอกว่าสามารถเอางานเล่าเรื่องผีมาแก้ เขียนให้กีกว่าเดิมส่งได้ เราก็เลยพยายามแก้ เขียนอธิบายให้มันชัดๆ มากขึ้น แต่สุดท้ายก็คงยังมีเรื่องต้องปรับปรุงอยู่เยอะ แถมเพื่อนๆ ทุกคนต่างก็เขียนเรื่องใหม่กันกันอย่างตั้งใจหมดเลย มามองย้อนดูตัวเองแล้วมันก็ย้ำให้เห็นว่าต้องตั้งใจทำงานให้มากกว่านี้ ทีหลังอย่าขี้เกียจนะมิจจี้!

สุดท้ายนี้ อยากบอกว่าไม่ว่าผลมันจะเป็นยังไง ก็จะไม่รู้สึก 後悔 เลยที่ได้มาลงเรียนวิชานี้ วิชานี้ช่วยให้เราเติบโตขึ้นผ่านการรู้ข้อบกพร่องของตัวเอง ต้องขอขอบคุณจริงๆ และจะขอนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิชานี้ไปพัฒนาตัวเอง ให้ตัวเองในเทอมต่อไปดียิ่งขึ้นไปกว่าตัวเองในเทอมนี้นะครับ

ขอบคุณมากครับ

มิจจี้, Mister. G, Grittiphong

.

.

.

หลังจากที่เราได้ลงรูปฤดูหนาวมานาน รอบนี้จึงขอลากับไปด้วยรูปฤดูใหม่ เป็นของฝากจากฮอกไกโดนะะะ

第九 :ใช้ 1 ถ้อยคำ โฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพ

เนื้อหาสุดท้ายที่ได้เรียนในคาบนี้ และก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากก ก็คือ “ภาษาที่ใช้ในการโฆษณา”

โฆษณาเกมที่เราเล่นอยู่ในช่วงนั้นพอดี
「君と紡ぐ、空の物語り」
GRANBLUE FANTASY

ก่อนอื่นมาเริ่มที่เทคนิคการเขียนคำเชิญชวนที่จะใช้ในโฆษณาก่อน แน่นอนว่าจะทำโฆษณาเนี่ยมันก็ต้องมีค่า airtime เพราะงั้นคำที่จะมาใช้มันก็ต้องสั้น ฟังแล้วมันจับใจชวนให้คล้อยตาม อยากได้สิ่งที่โฆษณานั้น

แต่การจะเขียนถ้อยความที่ทั้งจับใจ ชวนคล้อยตามได้มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงมีขั้นตอนการเขียนคือ

กำหนดกลุ่มเป้าหมาย —> คิดสิ่งที่อยากบอก —> เลือกสรร —> ขัดเกลา

ถัดจากขั้นตอนแล้ว ก็มีเทคนิคในการสร้างถ้อยความที่จะดึงดูดผู้ชมให้สนใจของที่เราอยากจะขาย เทคนิคต่างๆ มีดังนี้

  • สิ่งแรกสำคัญสุด คือควรใช้ถ้อยคำที่ “ทุกอย่างจบในประโยคเดียว” เพื่อความกระทัดรัด เข้าใจง่าย
  • ละคำช่วย เช่น 不思議が大好き –> 不思議、大好き เราคิดว่าการละคำช่วยมันเหมือนจะทำให้ถ้อยคำของเรามันมีจะหวะมากขั้น ไม่ใช่มาแบบเนิบๆ
  • การใช้คำที่มีความหมายไปในทางเดียวกัน มักจะใช้ 3 คำจะได้จังหวะกำลังดี นิยมใช้คำที่มีเสียงลงท้ายคล้ายๆ กัน เช่น 「清く 正しく 美しく」หรือ 「セブン イレブン いい気分」 เป็นต้น
  • เล่นกับการใช้ตัวอักษรคันจิ ฮิรางานะ คาตาคานะ เช่น 可愛い かわいい カワイイ KAWAII ในนิตยสารแฟชั่นผู้หญิงที่เราชอบอ่านก็มักเจอบ่อยๆ เพราะจะช่วยให้คำหนึ่งคำนำไปทำเป็นอาร์ตได้หลายแบบ อย่างถ้าใช้ ฮิรางานะ ก็จะดูน่ารักๆ ถ้าใช้ คาตาคานะ หรือตัวพิมพ์อังกฤษ ก็จะดูอินเตอร์ๆ
  • ใช้คำอุทาน ไว้เรียกความสนใจ เช่น お~いお茶 หรือ さあ、急いで
  • การเล่นคำพ้องเสียง หรือพูดอะไรแนวคำคม เหมือนในภาษาไทย เช่น 人間が不幸なのは、自分が幸福であることを知らないからだ
  • ใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติจะทำให้เราเห็นภาพมากกว่า เช่น หากเราได้ยินว่า ふわふわのセーター เราจะรู้สึกถึงความนุ่มมากกว่า 軽くてやわらかなセーター
  • ใส่คำที่บอกลักษณะเด่น ได้ยินแล้วชวนซื้อ เช่น ถ้าเป็นสินค้าพวกวัตถุดิบทำอาหาร เราก็จะใช้คำว่า 生、 ナチュラル เป็นต้น ถ้าพวกอุปกรณ์เครื่องใช้ก็ シンプル หรือถ้าอยากบอกว่ามันเป็นสิ่งพิเศษก็ให้ใช้ No.1、プレミアム เป็นต้น อย่าที่เราเจอบ่อยเลยตอนอ่านหนังสือแฟชั่น เขาก็มักจะใช้คำว่า 大人 เวลาต้องการขายเสื้อผ้า เพื่อดึงดูดคนอ่านว่าใส่แบบนี้จะทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่นะ อะไรแบบนี้

หลังจากได้รู้ ขั้นตอน และ เทคนิค ไปแล้ว ก็ถึงเวลามาใช้ความคิด ลองทำกันดู

1. กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

เนื่องจากอาจารย์ให้ลองคิดถ้อยคำโฆษณา ขายอะไรก็ได้ แล้วเราก็กำลังติดเกมเกมนึงอยู่พอดี เราก็เลยจัดสินใจเลือกจะทำโฆษณาของเกมเกมนี้ ซึ่งเกมนี้ก็คือออ “Granblue Fantasy” เกมบนมือถือของญี่ปุ่น ที่เปิดให้บริการมานานกว่า 5 ปี มีผู้เล่นกว่าสิบล้านคนทั่วโลกเลยล่ะ และช่วงหลังก็มีผู้เล่นใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราเลยจะเลือกกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้เล่นใหม่เหล่านี้

รูปฉลองตอนเกมเปิดให้บริการมาครบ 5 ปี
จาก Twitter @granbluefantasy

2. คิดสิ่งที่อยากบอก

ต่อไปก็ต้องมาคิดว่าจะขายอะไร เราก็ลองนึกๆ เหล่าคำถามของผู้เล่นใหม่ว่ามีอะไรบ้าง ที่นึกออกก็เล่น 1. ใช้ตัวละครตัวไหนดี 2. ต้องเล่นยังไงถึงจะเก่งเร็วๆ 3. เก็บไอเทมด่านไหนดี เป็นต้น

ทีนี้เราก็คิดเรื่องตัวละคร ในเกมนี้เราสามารถหาตัวละครเก่งๆ ได้จากการสุ่มตั๋วที่จะต้องใช้เพรชในเกมไปซื้อ ซึ่งก็จะใช่ว่าเราจะได้ตัวละครที่เราอยากได้เสมอไป มันก็เหมือนกับลอตเตอรี่ โอกาส 0.5 เปอร์เซ็นต์บ้าง ซึ่งก็นับว่าต่ำมาก แต่จะมีกลุ่มตัวละครที่แสนจะเก่งอยู่ 10 ตัวที่ทุกคนสามารถได้มาครอบครองจากการเก็บไอเทมให้ครบ ไม่ต้องไปสุ่มให้เปลืองเพชร แต่กว่าจะปลดตัวละครเหล่านี้มาได้สักคนก็ต้องแลกมาด้วยเวลาอาจนานถึงสองสามสัปดาห์ ผู้เล่นใหม่ก็เลยมักจะถามกันว่า “ควรเลือกปลดตัวไหนเป็นตัวแลกดี” เราก็เลยคิดว่าจะมาแนะนำ 1 ใน 10 ตัวละครนั้นที่เราคิดว่าจะคุ้มค่าแก่กางลงทุน นั่นคือ サラザ

กลุ่มตัวละครแสนเก่ง 10 คนที่เรียกกันว่า
「十天衆」
ภาพจาก granbluewiki : https://gbf.wiki/Main_Page
ส่วนนี่คือซาราซ่า

จากนั้นเราก็ต้องมาลองทบทวนดูว่าซาราซ่ามีจุดเด่นอะไรบ้าง ซึ่งคร่างๆ ก็มีดังนี้

  • เป็นสาวน่ารัก : อะแน่นอน เนื่องจากผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย จึงมักเลือกปลอดตัวละครที่เป็นผู้หญิงกันก่อน
  • เสียงที่คุ้นเคย : ซาราซ่า ได้คุณ Minami Takayama เจ้าของเสียงพากย์โคนันคุงเวอร์ชั่นญี่ปุ่น มาให้เสียงพากย์ด้วยล่ะ!
  • ท่าโจมตีแสนมีประสิทธิภาพ : เป็นสาเหตุที่หลายๆ คนเลือกปลดเธอมาใช้ เพราะเธอมีท่าโจมตีที่สามารถกำจัดศัตรูทุกตัวที่โผล่มาได้ในทีเดียว นับว่าสะดวกมากๆ สำหรับผู้เล่นมือใหม่เลยล่ะ

3. เลือกสรร

ทีนี้เราก็มาเลือกว่าจะเอาจุดไหนมาใช้เป็นจดขายของเธอ ซึ่งเราก็เลือกเอาท่าโจมตีของเธอเนี่ยแหละ

4. ขัดเกลา

              สุดท้ายก็ค้อการขัดเกลาหนึ่งถ้อยความของเราของเราให้มันสื่อสิ่งเราอยากจะบอก ขายข้อดีของตัวละคร ให้ผู้เล่นใหม่อยากได้ตัวละครตัวนี้ ซึ่งถ้อยความที่เราได้ก็คือ

「Ground Zero」で ぶっ潰れろぉ!、一撃のサラザ。

เราได้ถ้อยความนี้มาจากการนำหลายๆ อย่างของซาราซ่ามาประกอบกัน

  • 「ground zero」 ในที่นี้เป็นชื่อท่าโจมตีของซาราซ่า ที่กดใช้ทีเดียวก็จะทำลายศัตรูทุกตัวที่โผล่มาให้ป่นปี้ได้ในครั้งเดียว เราก็เลยเอาไปรวมกับคำว่า 一撃 อันหลัง
  • ぶっ潰れろぉ!」นี่คือบทพูดตอนที่เธอใช้ท่า ground zero, คนที่ใช้เธอบ่อยๆ ก็จะได้ยินเสียงนี้ไปจนติดหูเลยล่ะ

สรุปจากการเลือกถ้อยคำนี้ก็คือ เราต้องการจะบอกกับผู้เล่นใหม่ว่า “เลือกซาราซ่าสิ แล้วชีวิตของพวกนายจะง่ายขึ้น จากการกดโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว ก็สามารถปราบศัตรูทั้งหมดได้”

แม้ว่ามันจะดูเฉพาะทางไปหน่อย แต่เราคิดว่าเราทำได้ดีในส่วนของการดึงเอาจุดเด่นของสิ่งที่เราต้องการจะขายออกมาได้ครบถ้วน แล้วก็รู้จักใช้ข้อมูลที่มีได้ระดับหนึ่งเลย เพราะงั้นคิดว่าตัวเองบรรลุจุดประสงค์ในระดับหนึ่ง แต่อาจยังขาดเรื่องวรรณศิลป์บ้าง ซึ่งก็คิดว่าจะลองฝึกๆ ต่อๆ ไป เผื่อสักวันจะได้ทำงานที่ต้องเขียนเพื่อเรียกร้องความสนใจคน

สำหรับวันนี้เราก็พอแค่นี้ ขอบคุณครับบบ

第八 : FonF、Focus on Form

ต่อจากครั้งที่แล้วเรื่องทฤษฎี Noticing hypothesis ครั้งนี้เราจะมาพูดถึงแนวการสอนที่ชื่อว่าFonF หรือ“Focus on Form”

จะว่าต่อยอดมาจาก noticing hypothesis ก็ไม่ใช่ซะทีเดียวแต่ FonF ก็เป็นอีกหนึ่งแนวการสอนที่มีการกระตุ้นให้เกิด noticing ผู้เสนอคือMichael Long คนที่ได้นำเสนอแนวความคิด interaction hypothesis มาก่อนหน้านี้

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจที่มาก่อนจะมาเป็นแนวคิด FonF กันก่อนเดิมมีแนวการสอนอยู่ 2 อย่าง 

  1. แบบเน้นเฉพาะรูปภาษา หรือ Focus on Forms เช่น Grammar translation method และ Audiolingual method 
  2. แบบเน้นเฉพาะความหมาย หรือ Focus on Meaning เช่น Communicative approach และ Immersion program

ซึ่ง FonF เกิดขึ้นเพื่อเพื่อต้องการอุดข้อเสียของแนวการสอนทั้งสองแบบนี้

แล้วการสอนสองแบบที่กล่าวมามันไม่ดียังไงล่ะ?

แบบเน้นรูปภาษาหรือ Focus on Forms (เน้นว่า form มี s เพราะบ่งบอกถือการให้จำรูปภาษาเยอะเยอะะะะ)

  • 1.1 Grammar Translation Method เน้นสอนโดยให้อ่านรูปไวยากรณ์มากๆ มาประกอบกับการแปลให้กลายเป็นภาษาแม่เพื่อสร้างความเข้าใจยกตัวอย่างเราเรียนไวยากรณ์ญี่ปุ่นเราก็เรียนด้วยตำราที่แปลรูปไวยากรณ์ว่ารูป“ต้อง” คือ“〜なければならない” อะไรแบบนี้
  • 1.2 Audiolingual Method เน้นพูดเลียนแบบการออกเสียงสร้างคำสร้างประโยคและหากผิดผู้สอนก็จะช่วยแก้ให้เป็นการฝึกแบบมี Pattern เตรียมไว้ให้

เนื่องจากการสอนสองแบบนี้เน้นให้ผู้เรียนจำรูปที่ฝึกให้ได้อย่างเดียวจึงเกิดปํญหาคือไม่รู้จักวิธีนำไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปได้ดีเท่าที่ควร

แบบเน้นเฉพาะความหมายหรือ Focus on Meaning

  • 2.1 communicative approach เน้นให้ผู้เรียนสื่อสารได้ แต่ไม่เน้นไวยากรณ์มากนัก 
  • 2.2 immersion program เน้นการให้ input พอที่จะนำไปใช้สื่อสารได้แต่ก็ไม่เน้นไวยากรณ์เหมือนกัน

การสอนสองแบบนี้จะมีปัญหาคือผู้เรียนเกิดหินปูนหมักหมมเพราะบางทีอาจพูดแล้วคนฟังรู้เรื่องแต่จริงๆผิดไวยากรณ์พอเคยชินเข้าความผิดพลาดที่ไม่ได้แก้ไขมันก็สะสมๆจนเวลาผ่านไปก็แก้ได้ยากสภาวะนี้เรียกว่า“Fossilization” หรือตัวเราเองเรียกมันว่าหินปูนหมักหมม

ทั้งสองทางหลักๆ ที่กล่าวมาข้างต้นดูเป็นทางสุดโต่ง เน้นรูปภาษาอย่างเดียว ไม่ก็เน้นการสื่อความหมายอย่างเดียวแต่ Long ได้บอกไว้ว่าการเรียนภาษาที่สองหรือ L2 นั้นเนี่ยมันก็ควรจะต้องให้ความสำคัญกับทั้งรูปภาษาและก็การสื่อความหมายนะผู้เรียนจะได้คล่องแคล่วและก็ถูกต้องด้วย

พอมาลองนึกดูแล้ว เราเองก็ผ่านการเรียนในแบบให้จำทั้งรูปภาษา แล้วก็ให้จำความหมาย โดนเฉพาะตอนที่อ่านสอบวัดระดับเอง ซื้อหนังสือมาอ่านเอง เล่ม TRY! ในส่วนที่มีไวยากรณ์ รูปภาษาแบ่งเป็นบทๆ ว่าบทนี้มีรูป 際に กับ 際して、とたんに กับ かと思うと、ばかりだ กับ つつある พวกนี้ จริงๆ ในเล่มเขาอาจมีส่วนที่เน้นไปเรื่องการสื่อความก็ได้ แต่ตอนที่เราเตรียมตัวสอบ N2 ตอนนั้นนี่ Focus on Forms (s ร้อยตัว) มากๆ เพราะเอาแต่จำอย่างเดียวว่า รูปนี้แปลเป็นภาษาไทยว่าอะไร ใช้ต่างกับอีกรูปยังไง จำ จำ จำ ไปสอบอย่างเดียว สุดท้ายก็ลืมไปไม่น้อยเลย

เล่มนี้เล้ยยย มาจำไปสอบเอาสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบ
มันก็จะ Focus on formS ไปไม่น้อย wwww

จริงๆ ตัวเองก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรที่เราอุตส่าห์จำได้แล้ว แต่ก็ยังเอาไปพูดได้ไม่คล่องนัก ก็เลยพยายามเอารูปที่จำได้ทั้งหลายมาสร้าง output ดู เราจะได้จำได้มากขึ้น หาหนังสืออ่านดู ซึ่งอันนี้แหละที่ช่วยให้เราจำได้ดียิ่งขึ้น เพราะได้เห็นการใช้จริงของผู้ใช้ภาษา จากนี้ก็จะพยายามใช้พวกที่ได้เรียนไป เช่น つつある、〜たとたんに、次第で、かねる อะไรพวกนี้บ่อยๆ ให้คล่องขึ้น เพราะเราก็สังเกตุได้ว่าเพื่อนๆ ในเอกหลายคนก็มักจะใช้กันให้เราได้ยินบ่อยๆ เพราะงั้นเพื่อนๆ รอเราด้วยนะะะะ

วันนี้เรื่อง FonF ก็ขอจบเพียงเท่านี้ ในส่วนพวกทฤษฎีการสอน L2 ทั้งหลายเราก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อน ครั้งต่อไปอยากเขียนบทความตามใจตนบ้าง ไว้เจอกันครับบบ

ช่วง มิจจี้พาเที่ยว

เปลี่ยนจากมหาลัย รอบนี้ไปเที่ยวที่อื่นกันบ้าง คลองที่เห็นนี่คือคลองโอตารุ เป็นที่เที่ยงขึ้นชื่ออีกที่หนึ่งของฮอกไกโดเลยแหละ ยิ่งช่วงฤดูหนาวจอนกลางคืนนี่จะมีแสงประดับตลอดทาง โรแมนติกมากก เสียดายที่คืนที่เราไปถึงเราต้องรีบไปโรงแรมเลยไม่ได้มาเดินดูตอนกลางคืน แต่ไม่เป็นไร ตอนกลางวันก็สวยเหมือนกันนน

第七 : Noticing Hypothesis

หลังจากครั้งที่แล้วได้กลาวไปถึงทฤษฎีoutput hypothesis ที่ต่อยอดมาจากทฤษฎีinteraction hypothesis ครั้งนี้เราจะมากล่าวถึงทฤษฎีถัดมาหลังจากoutput hypothesis นั่นคือ “Noticing Hypothesis“

สิ่งที่noticing hypothesis มีคล้ายกับ output hypothesis ก็คือมีการตระหนักรู้เหมือนกัน 

ในoutput hypothesis เราจะมีขั้นตอนที่เราสังเกตุ รับรู้ว่าการใช้ภาษาแบบไหนถูกต้องแต่ในทฎษฎี noticing นี้เราจะนำเรื่องการตระหนักรู้มาแสดงให้เด่นขึ้นไป

คุณ Richard Schmidt ผู้เสนอแนวความคิดนี้ได้กล่าวว่า 

“การตระหนักรู้” เนี่ยเป็น “สิ่งสำคัญของการเรียนรู้” 

เวลาเราเรียนไวยากรณ์เราควรจะสังเกตุ ตั้งใจ มีสติรู้ตัว (conciously ) ไม่ใช่สังเกตุอย่างเดียวแต่ไม่มีสติ (unconsciously) 

เพราะถ้าเรารู้จักสังเกตุและรู้สึกตัวไปด้วยว่าเรากำลังรับสิ่งนี้อยู่นะสิ่งนี้ใช้แบบนี้นะเราก็จะสามารถทำความเข้าใจไวยากรณ์เอาไวยากรณ์ไปใช้ได้อย่างถูกต้องมากขึ้นไม่ใช่แค่จำๆเอาอย่างเดียว

การเข้าใจไวยากรณ์ได้ดีจะช่วยเลื่อนระดับข้อมูลหรือinput ที่เรารับเข้ามาให้มันกลายเป็น “INTAKE” ได้พอ input กลายเป็น intake มันก็จะเกิดความคล่องแคล่วนำไปสร้างoutput ได้ง่ายขึ้น

แต่ แต่ แต่ ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถอัพขั้น input ทุกตัวให้กลายเป็นintake ได้ง่ายๆในinput ร้อยส่วนเราอาจจะแปลเป็นintake ได้เพียงแค่10 20 30 40 ~ ส่วนแล้วแต่ความสามารถของแต่ละคนไป 

จากการหาอ่านเพิ่มเติมเราจึงได้เข้าใจว่า แนวคิด noticing นี้เนี่ยมันเลยขึ้นอยู่กับผู้เรียนแต่ละคนเป็นหลักเลย ว่าแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้มากแค่ไหน แล้วมีความสนใจมากแค่ไหน สองสิ่งนี้จะช่วยให้การ noticing มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวอย่างตอนเราเรียนเรื่องคำสุภาพในคาบบรรยายพิเศษเนี่ยแหละ ยอมรับว่ามาถึงตอนนี้เรื่องคำสุภาพเนี่ยก็ยังจำได้ครึ่งๆกลางๆหรืออาจไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เพราะตอนเริ่มเรียนเราก็เอาแต่จำๆว่ารูปสภาพเนี่ยมีรูปยกย่องใช้กับคนระดับสูงกว่า เช่น いらっしゃる、おっしゃる、お会いになる แล้วก็มีรูปถ่อมตน เช่น まいる、申す、お会いするเป็นต้นแล้วเวลาใช้ก็ต้องใช้แบ่งตามกรณีไปเช่นรูปยกย่องใช้กับกริยาของคนที่สูงกว่าส่วนรูปถ่อมตนใช้กับกริยาของเราตอนพูดกับคนที่ยกย่อง 

แต่เนื่องจากตอนนั้นก็ได้แต่จำๆไปว่าต้องใช้อย่างงี้อย่างงั้นพอผ่านไปก็ลืมอีกแล้วว่าใช้ยังไงพอมีคาบที่ได้ฟังบรรยายพิเศษเรื่องคำสุภาพแล้วได้เห็นอาจารย์ท่านอธิบายประกอบกับแผนผังว่ามันมีแยกเป็นกลุ่มแรกที่เน้นไปที่เจ้าของการกระทำนะกับอีกกลุ่มเน้นไปที่คู่สนทนานะมันก็ทำให้เราอ๋อออออ なるほど มากขึ้น

แต่เดิมที่เรารับ input อย่างเดียวพอได้ลองทำความเข้าใจเราก็รู้สึกว่าได้อัพขั้น input ให้มันกลายเป็น intake ได้มากขึ้นต้องขอขอบคุณรายวิชานี้ที่ทำให้เราได้พัฒนาทักษะทางภาษาในหลายๆด้านที่แม้จะไม่ได้พัฒนาจนก้าวกระโดดขนาดนั้นแต่ก็ทำให้เราได้ตระหนักถึงสิ่งสำคัญในการเรียนภาษาได้เข้าใจอะไรมากขึ้นกว่าเราในอดีต

ยังอยากอธิบายเรื่องทฤษฎีอื่นๆ ที่ต่อยอดมาจากทฤษฎีนี้อีกแต่กลัวจะอัดแน่นในบทความเดียวมากเกินไปเพราะฉะนั้นพบกันใหม่บทความถัดไปเร็วๆนี้จ้าาา

ช่วง มิจจี้พาเที่ยว

เป็นรูปที่เราถ่ายในสวนสาธารณะใน ม.ฮอกไกโด สวนที่นี่เป็นสวนเล็กๆ แต่สวยมาก มีน้ำตกแล้วจากน้ำตกก็เป็นธารเล็กๆ ไหลลงมา มีหินไว้ให้เหยียบข้ามฝั่ง แต่โดนเจ้าถิ่นจองแล้ว ถถถ พอเต็มไปด้วยหิมะแล้ว มันขาวโพลนไปหมด หิมะที่นี่ตกหนักจริง แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ไทยไม่มีเนาะ

第六 : Output Hypothesis

หลังจากที่ได้ย้อนหลับไปดูบทความเก่าๆ แล้วสังเกตุว่าเราไม่ค่อยได้เขียนเกี่ยวกับทฤษฎีที่ได้เรียนไปนัก รอบนี้จึงจะมาเขียนเกี่ยวกับทฤษฎี “Output Hypothesis“ ที่ต่อเนื่องมาจากทฤษฎี Interact Hypothesis ที่เคยได้กล่าวไปแล้วในบทความ “ค่อยๆพัฒนาไปทีละขั้น” เนาะ

Output Hypothesis คืออะไร? เป็นแนวความคิดของการเรียนการสอนภาษาที่สอง ย้ำว่า “ภาษาที่สอง” นะ ที่ต้องการแก้ไขจุดอ่อนของทฤษฎี Interact Hypothesis ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนภาษารับ Input หรือข้อมูลเยอะๆ โดยเปลี่ยนมาเป็นเน้นที่ให้ผู้เรียนได้เขียนได้ลองทำแบบฝึกก่อนที่จะได้รับการสอน หรือก็ทำเองแล้วมาเรียนรู้นั่นเอง เป็นทฤษฎีที่นำเสนอโดย Merrill Swain

ทำไมถึงเกิดทฤษฎีนี้ขึ้นมาล่ะ? เกิดมาจากที่คุณ Swain เห็นว่าสิ่งสำคัญของการเรียนภาษาที่จะทำให้เรามีพัฒนาได้นั่นคือ

“การตระหนักรู้” ถึง “ช่องว่าง (gap)” ระหว่าง “สิ่งที่ตนทำได้” กับ “สิ่งที่ตนควรทำได้”

สมมติว่าปัจจุบันเราอยู่ระดับหนึ่ง แล้วฝั่งซ้ายคือตัวเราอันแข็งแกร่งที่เราควรจะเป็นเพื่อที่จะไปตีบอสให้ได้

Gap นี้จะทำให้เราเห็นว่าเรายังห่างจากตัวเราที่ควรจะเป็นอีกแค่ไหน ทำให้เราตระหนักถึงสิ่งที่ขาดไป จะได้หาความรู้มาเติมเต็มช่องว่างนั้นๆ จนเกิดการพัฒนาขึ้นนั่นเอง เหมือนอาจารย์ให้แบบฝึกหัดมาให้เราทำก่อน ตอนแรกเราอาจจะทำไม่ได้ แต่พออาจารย์เอาตัวอย่างมาให้ดู เราก็เห็นได้ว่าคำตอบมันควรเป็บแบบนี้ๆ แล้วเราก็จะเห็นว่าเรายังขาดความรู้อะไรไป

การสอนที่จะทำให้เราได้สร้าง Output มากๆ ได้คือการสอนแบบให้ทำกิจกรรมก่อน แล้วจึงค่อยให้ความรู้ทีหลัง เป็นการสอนแบบ Task-preceded language teaching

เปรียบงานเหมือนบอสในเกม ที่จู่ๆ ก็โผล่มา แต่บอสก็แสนเก่ง ตอนแรกอาจตีบอสไม่ตาย ติดปัญหาต่างๆ

ตัวอย่างการสอนแบบนี้ก็เช่น ให้ลองทำแบบฝึกหัดก่อน ลองเขียนเรียงความดูก่อน ลอง Role-play กับเพื่อนตามสถานการณ์ที่กำหนดให้ดูก่อน ซึ่งส่วนนี้แหละที่เราคิดว่าวิชาคอนเวอร์ของเอกภาษาญี่ปุ่นชอบเอามาใช้ wwww ตัวอย่างที่เคยทำก็คือ ให้สถานการณ์มาว่า ต้องขอเลื่อนนัดอาจารย์เพราะมีธุระฉุกเฉิน ควรจะพูดอย่างไร ~ เราก็ลองพูดๆ กับเพื่อนตามความรู้ที่มีอยู่ก่อนหน้า แล้วพอเรียนจบก็จะมีทำ まとめ สิ่งที่ตัวเองพูดได้ แล้วอาจารย์ก็จะช่วยแก้กลับมาว่าอันนี้ใช้ได้นะ พูดแบบนี้แปลกๆ นะ พูดแบบนี้ดีกว่า แล้วเราก็จะ อ๋อออออ なるほど

การให้เจ้าของภาษาที่มีทักษะทางภาษาสูงกว่าเรามาให้ความรู้หรือ input แก่เรา จะทำให้เราเกิดการเปรียบเทียบ ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่า “Cognitive Comparison“

ดูเหล่า 先輩 ว่าเขาเล่นกันยังไง ใช้อาวุธอะไร แล้วเอามาเทียบกับเรา เกิด cognitive comparison

แต่ แต่ แต่ มีข้อดีมันก็มีข้อเสีย อย่างแรกก็คือจะมีความกดดัน เหมือนกับช่วงแรกๆ ของเราที่ได้ลอง role-play กับเพื่อนแล้วกลัวผิด กลัวพูดไม่ถูก ตอนนั้นยอมรับว่ากดดันพอตัวเพราะนี่ไม่อยากทำผิดให้คนอื่นเห็น wwww และส่วนตัวคิดว่า แบบฝึกหรือกิจกรรมต่างๆ ที่นำมาให้ทำนั้น หากจะให้เกิดการพัฒนา เราควรจะมีความรู้อยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้วด้วย อันนี้ก็จะไปคล้ายกับเรื่อง i+1 ที่ input ควรยากกว่าสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วแค่ 1 ระดับ กรณี Output เองก็ควรเหมือนกัน ที่แบบฝึกหัดก็ไม่ควรจะยากเกินไป เพื่อลดช่องว่างลง เราจะได้ไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้นด้วย!

สมมติว่าเราอยู่ระดับหนึ่งตอนนี้ จะก้าวไประดับสี่เลยก็คงจะยากและดูหนทางยาวไกล ค่อยๆ ก้าวไปทีละระดับ
แล้วสักวันเราก็จะเป็นระดับสี่ได้ เหมือนกับเหล่า 先輩

จุดเด่นอีกอย่างของ Output Hypothesis นอกจากกิจกรรมที่ทำจะทำให้เราเห็นช่องว่างระหว่างเรากับเราที่ควรจะเป็น ก็คือ การสร้าง Automaticity

Automaticity หรือ Automatization คือการใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว หรือใช้ชนชินนั่นแล (แต่ต้องใช้ถูกด้วยนะ!) ตัวอย่างก็เช่น การผัน-พูด รูปสุภาพ, การผันกริยารูปยาวๆ เช่น 〜なければならない ที่แรกๆ ยังจำไม่ค่อยได้ แต่พอใช้ไปมากๆ เองก็จำได้ เป็นต้นนั่นเองงง

สรุปก็คือ การส้ราง output จะช่วยให้เราได้นำความรู้ที่มีออกมาใช้ ช่วยให้เราเห็นช่องว่างของความสามารถของเรากับเป้าหมาย ทำให้เกิดการตระหนักรู้ ทั้งรู้ในสิ่งที่เราควรทำได้ รู้การใช้รูปภาษาอย่างถูกต้อง พอเรารู้แล้วเราจะได้พัฒนาตัวเองถูกนั่นเองงงง

การเรียนแบบ Output กับการเล่นเกมมันก็มีส่วนคล้ายๆ กัน แรกๆ อาจจะตีบอสไม่ผ่าน เพราะยังเก่งไม่พอ ไม่รู้การโจมตี ไม่มีแผนการ แต่พอเราได้ไปดูเหล่า 先輩 เล่น ว่าเขาเล่นยังไง ใช้อาวุธอะไร มีเทคนิคอะไร เราก็จะเห็นว่าเรายังขาดอะไรอยู่ แล้วเราก็จะเห็น Gap เห็นว่าเราขาดอะไร ต้องเล่นแบบไหนถึงจะผ่าน เกิด Cognitive Comparison และพอเราเติมเต็มช่องว่างนั้นจนเราสามารถเล่นผ่านได้แล้ว เราก็เล่นบ่อยๆ จนเกิด Automaticity ครั้งต่อๆ ไปเราก็จะใช้เวลาตีบอสแค่แปปเดียว สบายๆ

เห็นมั้ย เรียนกับเล่นมันก็คล้ายๆ กันน ~~~

ช่วง มิจจี้พาเที่ยว

Processed with VSCO with n1 preset

ร้านหนังสือใน ม.ฮอกไกโด เหมือนร้านหนังสือในห้าง มีหนังสือเพียบบบ

จักรยานที่จอดไว้หน้าร้านหนังสือ

ปล. สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่างจากการเขียนบทความสองครั้งล่าสุดคือ อย่าลืมกด publish โอยยยย จริงๆ เสร็จตั้งแต่เช้าวันที่ 13 หลังจากบินมาญี่ปุ่น แต่ลืมกดยืนยัน เลยยาวมาวันที่ 14 เลยอาาา ไม่เป็นไร คืนนี้เตรียมพบกับอีกหนึ่งบทความ กับเรื่อง Noticing hypothesis แล้วพบกันจ้าาา

第五 : เล่าเรื่อง อุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ของการแปลที่เราพบเจอ

ตอนที่เราเขียนบทความเรื่องการเรียนภาษาผ่าน Episode ในครั้งแรกๆ เลย มันทำให้เรานึกย้อนไปถึงสมัยตอนเราได้ลองแปลญี่ปุ่นเผลแพร่ครั้งแรก ที่เราประสบปัญหากับ “การเข้าใจความหมาย แต่ไม่รู้จะแปลยังไงให้มันไม่แปลกในภาษาเรา” จึงถือโอกาสนี้มาแบ่งปันเรื่องราวให้ทุกคนรู้กันนน

จริงๆ ก่อนหน้านี้เมื่อสองปีที่แล้วตอนเรายังอยู่ปีหนึ่ง เราเคยเขียนบล็อคมาก่อน เขียนอยู่ได้สักพักหนึ่งแต่ก็หยุดเขียนไปเพราะยุ่งกับการทำงานก่อนที่จะปิดเทอม แต่แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เราก็รู้สึกว่าการเขียนบล็อคของเราครั้งนั้นก็ได้ทำประโยชน์ให้กับคนกลุ่มหนึ่งได้บทความนี้เลยกะว่าจะเอาไว้เก็บความทรงจำด้วยก็แล้วกัน

และนี่คือบล็อคที่เราเขียน

micchiikrbandorith.blogspot.com
หรือ https://www.facebook.com/AppleWarehouseTH/

เป็นบล็อคที่เราใช้ลงงานแปลของเกมที่เราติดอยู่ในช่วงนั้น เป็นครั้งแรกที่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นนอกเวลางานเพื่อคนอื่น wwww เรารู้สึกดีมากที่อย่างน้อยสิ่งที่เราเรียนมามันก็สร้างประโยชน์ สร้างความสุขให้กับคนที่ไม่ได้เรียนมาเหมือนเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่ขยันแปลมากๆ เดือนนึงแปลลงบล็อคได้สิบบล็อค (เยอะกว่าตอนนี้เหลือเกินนนน ) หลักๆ ก็จะแปลเนื้อเรื่องในเกมบ้าง บทสนทนาในเกมบ้าง ที่แปลจบก็จะมีประมาณนี้

https://micchiikrbandorith.blogspot.com/2017/04/blog-post.html
https://micchiikrbandorith.blogspot.com/2017/05/blog-post_12.html
https://micchiikrbandorith.blogspot.com/2017/10/part-1.html
https://micchiikrbandorith.blogspot.com/2017/11/blจแต่ะog-post.html
https://micchiikrbandorith.blogspot.com/2017/11/blog-post_26.html

ต่อไปจะกล่าวถึงสิ่งที่เราคิดได้จากการได้ลองแปล เรารู้สึกขอบคุณตัวเองที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะภาษาญี่ปุ่นทำให้เราสามารถอินกับบทสนทนา คำพูดของตัวละครได้อย่าง First hand ไม่ต้องผ่านการแปล มันทำให้เราสามารถรับความหมายที่มันมีในตัวภาษานั้นๆ ในบริบทนั้นๆ ได้อย่างเต็มร้อย ต่างจากการรับสารที่ต้องผ่านการแปลมาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งการแปลเนี่ย มันจะมีเรื่องของบริบททางสังคมและตัวภาษาที่ทำให้พอแปลมาเป็นคำไทยแล้วมันแปลกๆ ฟังแล้วไม่อินเท่ากับการรับรู้แบบ First hand

ตัวอย่างที่เราประสบปัญหาอยู่นานมาก ไม่รู้ว่าจะแปลยังไงดีห้มันเข้ากับบริบทมากที่สุดนั่นคือคำว่า 儚い ที่เป็นคำพูดติดปากของสาวหล่อคนหนึ่งในเกมนี้ ซึ่งนางก็มักจะพูด 儚い 儚い 儚い อยู่เสมอเวลาที่นางเห็นของสวยๆ งามๆ หรือตอนนางอินกับอะไรบางอย่าง

ตัวอย่างตอนจับนางเปลี่ยนชุด

ปัญหาก็คือออ เราจะแปลคำว่า 儚い เป็นภาษาไทยยังไงให้มันไม่แปลก ส่วนตัวแล้วตอนนั้นยังไม่ได้เรียนวิชาวรรณคดี เลยยังไม่รู้ความหมายของคำนี้ แต่ก็พยายามหาคำแปลที่น่าจะเหมาะสมมากที่สุด ลงเอยด้วยสองคำนี้ก็คือ “อนิจจัง” และ “ไม่จีรัง” (จริงๆ มี “ไม่มั่นคง” อีก แต่ฟังดูไม่เท่เหมือนที่นางพูดเลย www เลยไม่เลือก”

ถึงจะหาคำแปลได้ แต่ยังไงก็คิดว่ามันแปลกอยู่ดี เพราะอะไร? ลองคิดดูสิ ในสังคมปัจจุบันจะมีใครเอาแต่พูดว่า “อาาา มันช่างน่าอนิจจัง” แล้วดูเท่บ้างมั้ย? ถึงจะเท่แต่ก็ฟังดูตลกอยู่ดี wwww ตอนนั้นไปดูเพจไหนๆ ที่แปลเกมนี้ก็มักจะทับศัพท์กันไปเลย ซึ่งคนที่เล่นเกมก็จะรู้ๆ ความหมายกันแหละ

จุดนี้เลยทำให้เราคิดได้ว่าการแปลเนี่ย นอกจากจะรู้ภาษาญี่ปุ่นแล้ว ภาษาไทยก็นับว่าสำคัญมากๆ ถ้าอยากแปลงานให้น่าอ่านมากขึ้นไป ทำให้จากที่ไม่ได้อ่านนิยายไทยมานาน ถึงกับไปหาซื้อนิยายญี่ปุ่นแปลไทยมาหาอ่านเพื่อศึกษาว่าถ้าเจอคำนี้อาจารย์ท่านนี้ท่านจะแปลว่าอะไรนะ (หนึ่งในนั้นที่ซื้อมาคือ こころ ซึ่งตอนนี้ก็…) นับว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่คิดได้จากการได้ลองแปลงานอย่างจริงจังดู

ตอนนี้ก็ผ่านมาร่วมสองปีได้ อยากกลับไปแปลนะ แต่พอเกมนี้เริ่มกังขึ้น เพจที่หันมาแปลก็มีมากขึ้น ต่างกับตอนที่เราเริ่มแปล เพราะสมัยนั้นเกมยังไม่ดังเลย แถมมีแววจะไปไม่รอดด้วยซ้ำ wwwwww นับว่าภูมิใจอยู่ว่า นี่เราเป็นคนแรกๆ ที่แปลเกมนี้สมัยมันยังไม่ดังเลยนะ wwwww แต่มันก็เป็นอดีตไปละ ตอนนี้ก็ยังติดตาม เล่นเรื่อยๆ อยู่ จากนี้เกมจะพัฒนาไปได้ขนาดไหน แฟนเกมจะเยอะขนานไหน ก็จะคอยติดตามนะ

วันนี้พอแค่นี้ ขอบคุณครับ ดีใจที่ได้แบ่งปัน~

ช่วง มิจจี้พาเที่ยว

Processed with VSCO with n1 preset
Processed with VSCO with a9 preset

มิจจี้พาเที่ยววันนี้เรายังอยู่กันใน ม.ฮอกไกโด ต้นไม้เขาเยอะดีจริงๆ และขอแนะนำทุกท่านพบกับเจ้าถิ่มที่นี่ นั่นคือเหล่าฝูงกามากมาย กาที่นี่ตัวใหญ่มาก แถมใจกล้า ไม่กลัวคนด้วย อย่าเผลอไปรังแกตัวในฝูง เพราะอาจโดนรุมจิกได้

第…なんだっけ? (第四):敬語

หลังจากที่หายไปนาน นานจนจำแทบไม่ได้แล้วว่าครั้งนี้เป็นการเขียนครั้งที่เท่าไหร่ 88888 วันนี้จะมาทวนคำสุภาพในภาษาญี่ปุ่นกัน

แต่เดิมเลย เรารู้ว่าหลักๆ แล้วในภาษาญี่ปุ่นมีคำสุภาพอยู่ทั้งหมดสองแบบคือ

  1. 尊敬語 รูปยกย่อง ซึ่งเราจะจำว่าเป็น “กริยาของคนที่เรายกย่อง” เช่น いらっしゃいます、おっしゃいます、お会いになります、お待ちになります
  2. 謙譲語 รูปถ่อมตน ซึ่งเราจะจำว่าเป็น “กริยาของเราเมื่อพูดกับคนที่เรายกย่อง” เช่น まいります、申します、お会いします、お待ちします

尊敬語 และ 謙譲語 จะมีวิธีการผันรูปกริยาหลักๆ สองแบบ

ผันโดยการใส่เพิ่ม นั่นคือการใส่ お〜になる เพื่อทำเป็นรูปยกย่อง และใส่ お〜する เพื่อทำเป็นรูปถ่อมตน (ซึ่งเราจะจำว่า お〜になる นั้นยาวกว่า ต้องใส่ใจมากกว่า จึงเป็นรูปยกย่อง) ตัวอย่างเช่น お会いになります และ お会いします ซึ่งเราจะเรียกการผันแบบใส่เพิ่มนี้ว่า 規則形

ผันโดยการเปลี่ยนรูปคำกริยาไปโดยสิ้นเชิง เช่น 来る、いる เมื่ออยู่ในรูปยกย่องเขียนว่า いらっしゃる รูปถ่อมตนคือ まいる และเราสามารถทำให้สุภาพมากขึ้นด้วยการเปลี่ยนเป็นรูป 〜ます ซึ่ง การเปลี่ยนรูปโดยสิ้นเชิงเช่นนี้เรียกว่า 不規則形

ข้อควรระวังในจุดนี้ คือ คำกริยาที่มีรูป 不規則形 อยู่แล้วจะไม่เขียนด้วยรูป 規則形 เช่น 言う จะไม่ผันเป็น お言うになる แต่ต้องผันเป็น おっしゃる เท่านั้น ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นจุดที่เราต้องฝึกและจำให้ได้ว่ากริยาตัวไหนมีรูป 不規則形 อยู่แล้ว

หลักจากที่ได้เรียนเพิ่มเติม เราได้รู้ว่ายังสามารถแยกวิธีการใช้คำสุภาพออกไปได้อีกถึง 5 แบบด้วยกัน

  • กลุ่มแรก 尊敬形 基本形 謙譲形 : รูปยกย่อง รูปพื้นฐาน รูปถ่อมตน จะมุ่งไปที่เจ้าของการกระทำ (คนที่เรายกย่อง) หรือคนที่รับการกระทำของเรา (คนที่เราถ่อมตนด้วย)
  • กลุ่มสอง 普通形 丁寧形 : รูปทั่วไป รูปสุภาพจะมุ่งไปที่คู่สนทนาที่เรากำลังสนทนาอยู่ด้วย

ข้อควรระวังคือ จากสองกลุ่มข้างบน แสดงว่า หากคนที่เราใช้คำพูดยกย่องกับคู่สนทนานั้นเป็นคนละคนกัน จะมีการใช้คำสุภาพปนกับคำรูปทั่วไปได้

อาจารย์ที่มาบรรยายพิเศษท่านช่วยอธิบายให้เราเห็นภาพรวมของ “มุมมองของคำสุภาพ” โดยตัวอย่างก็คือ

  • กรณีเราพูดกับอาจารย์ A แล้วเรื่องที่กำลังพูดนั้นกล่าวถึงอาจารย์ B อีกท่าน เราจะได้ว่า 「B先生はどこにいらっしゃいますか。」รูป いらっしゃる จะเป็นการแสดงความยกย่องต่ออาจารย์ผู้เป็นเจ้าของการกระทำ ส่วนรูป 〜ます จะเป็นการแสดงความสุภาพต่ออาจารย์ผู้ที่เราสนทนาด้วยอยู่
  • กรณีเราพูดกับอาจารย์ A แล้วเรื่องที่เรากำลังพูดนั้นกล่าวถึงเพื่อน D 「Dくんはご飯を食べました」กริยากินนั้นเป็นของเพื่อน เราจึงไม่จำเป็นต้องยกย่องกริยาของเพื่อนก็ได้ ในขณะเดียวกัน เราก็สามารถแสดงความสุภาพต่อคู่สนทนาที่เป็นอาจารย์ได้ด้วยการใช้รูป 〜ます

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเราสามารถรู้ว่าผู้กระทำกริยาที่ถูกกล่าวถึงและผู้ฟังอยู่ระดับเดียวกันหรือสูงกว่าผู้พูดได้จากการเลือกใช้คำสุภาพชนิดต่างๆ นั่น เองงงง ต้องขอขอบคุณวิชา App Jap Ling อย่างมากที่ได้เชิญอาจารย์มาช่วยบรรยายหัวข้อนี้และช่วยทำให้เราได้เห็นภาพของการใช้ 敬語 ในภาษาญี่ปุ่นมากขึ้น พอได้เห็นว่าการใช้คำสุภาพของภาษาญี่ปุ่นเนี่ยมันมีหลักการใช้โดยคำนึกถึงทั้งผู้สนทนา และก็ผู้ที่เราต้องการยกย่องแล้ว ก็ช่วยให้เลือกใช้คำได้ง่ายขึ้น หลังจากนี้เวลาคุยกับอาจารย์แล้วต้องการใช้คำสุภาพก็คงจะคล่องขึ้นกว่าเดิม ส่วนในครั้งนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันครั้งหน้า สวัสดีจ้าาา

ช่วง มิจจี้พาเที่ยว

Processed with VSCO with n1 preset

ช่วง มิจจี้พาเที่ยววันนี้ของเสนอ ทางเดินในมหาลัยฮอกไกโด ใช่ นี่คือในมหาลัย ไม่ใช่ในป่าเขา แต่ก็เหมือนอยู่ในป่าเขา ที่นี่ต้นไม้เยอะมาก ต้นใหญ่มาก จริงๆที่จุฬาก็มีต้นไม้เยอะนะ แต่จุฬาไม่มีหิมะ wwwwww ได้มาเห็นทางเดินในมหาลัยที่ปกคลุมไปด้วยหิมะแบบนี้ก็ได้บรรยากาศดี น่ามาเรียน

Processed with VSCO with n1 preset

โบนัสหนึ่งรูป อันนี้คือทางเดินที่นักท่องเที่ยวจะมักมาถ่ายรูปกันในฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วง เพราะใบไม้ดอกไม้จะบานสวยมาก แต่เนื่องจากตอนนี้มันหนาว เลยเหลือแค่ต้น ไว้เดือนห้านี้ไปจะถ่ายรูปมาเปรียบเทียบดู

タクス二:目に浮かぶ描写

งานนี้อาจารย์ให้ลองดูภาพแล้วเล่าให้เพื่อนเข้าใจมากที่สุดดู

ปัญหาแรกที่พบก็คือ ไม่เข้าใจภาพว่าจะสื่ออะไรจ้าาา ที่อาจารย์เอามาให้ดูมันเป็นการ์ตูน 4 ช่อง มีตัวละครหลัก 2 ตัวคือหนูน้อยเบบี้กับน้องหมา ซึ่งพอเราลองทำความเข้าใจดูแล้วก็สรุปได้ว่าเจ้าหนูเนี่ยกำลังพยายามจะขี่หลังเจ้าหมาจากข้างหลังอยู่ แต่ขี่ไม่ได้เพราะเจ้ามาที่ตอนแรกหลับอยู่นั้นดันรู้ตัว หันหน้ามาชนกันเจ้าหนู เจ้าหนูเลยพยายามอ้อมไปข้างหลัง แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ

และข้างล่างนี่ก็คือสิ่งที่เราเล่าให้เพื่อนฟังตามที่เข้าใจ

一匹の犬があります。そして、子犬は寝ています。(ん)そして赤ちゃんはこの犬を乗ろうとしています。(はい)だが、赤ちゃんと犬はお互いに向いているので、赤ちゃんは犬の尻尾側に行きました。そして、赤ちゃんは回って回って犬の尻尾側に行きましたが、犬は赤ちゃんの方向に向きました。(え?)そのせいで赤ちゃんはその犬に乗れなかったのです。(この犬、怖いですか?) 怖そうな犬ではないです。ただ静かにねていただけなのです。(へえ)最初の写真には寝ているようです。そして赤ちゃんが近づいて、犬が気がついたから起きたのです。

ก่อนอื่นเลย เราคิดว่าปัญหาหลักคือการเลือกใช้คำ โดยเฉพาะคำกริยา โดยมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่เพื่อนๆ ประสบปัญหาคล้ายๆ กันก็คือคำว่า “คลาน”

ตอนเราเล่าเราไม่คิดถึงคำว่า “คลาน” ในภาษาญี่ปุ่นเลย สาเหตุแรกเพราะเราไม่รู้ว่ามันใช้คำว่าอะไร สาเหตุที่สองคือเพราะเราคิดว่าถ้าให้คิดภาพการเคลื่อนที่ของเด็ก (赤ちゃん) แล้วคนฟังส่วนใหญ่คงคิดอยู่แล้วว่าเด็กทารกก็คงต้องคลาน คงไม่เดินสองขา (wwww อันนี้คิดไปเองอะแหละ) เราเลยใช้แค่คำว่า 行く ที่แปลว่าไปเฉยๆ เช่น เด็กทารกไปข้างหลังของเจ้าหมา (ละเอาไว้ตามที่เราเข้าใจว่า “คลาน” ไป)

หลังจากได้ลองเขียนเองดูแล้วอาจารย์ก็ได้เอาตัวอย่างที่คนญี่ปุ่นมาให้เราดู สิ่งที่เราพบว่าน่าสนใจคือ

  1. บางคนเล่าเป็นสตอรี่ เล่าเรื่องผ่านมุมมองของเด็ก มีการใส่ความคิดของเด็กเข้าไป ให้เด็กเป็นคนดำเนินเรื่อง
  2. มีการใช้คำหลากหลาย เช่นคำว่า “ข้างหลัง” จะใช้คำว่า 後ろ、背後、尻尾の方 และอื่นๆ ซึ่งคำว่า 背後 อันนี้ตอนแรกไม่คิดว่าใช้ได้เพราะฟังดูไม่เข้ากับตัวเจ้าเด็กยังไงไม่รู้เราก็เลยไม่ได้ใช้ไป แต่พอมารู้ว่าใช้ได้ก็อ๋อออ จะได้เก็บไปใช้
  3. ใช้ 複合動詞 เช่น 周り込む

ทีนี้พอได้ลองอ่านของคนญี่ปุ่นแล้วก็ลองมาแก้ของตัวเองดู

一匹の子犬が寝ています。それで赤ちゃんが現れました。その赤ちゃんは犬の背中に乗って遊ぼうと思っていますが、正面からハイハイをして近づくと、犬 に気づかれてしまいました。犬と顔を合わせてしまって乗れなくなったので、赤ちゃんは今度は犬の尻尾の方に周り込んで、後ろから犬の背中に乗ろうとしました。しかし、犬は赤ちゃんが後ろから近づいて来ることに気が付き、向きを変えたのです。そのため、赤ちゃんはまた犬と顔を合わせてしまって犬に乗れなかったのです。

เอ๊ะ ทำไมทำแล้วสั้นลง (www) ที่เราแก้ก็มีแค่แก้านั้นเอง ไม่ได้เสริมเพิ่มเติมอะไรมากมาย เพราะคิดว่าคงไม่จำเป็นเท่าไหร่ (….) แต่จริงๆ แล้วก็อยากทำให้เนื้อเรื่องมันน่าสนใจมากขึ้นเหมือนกันนะ 😂

สรุปสิ่งที่เราอยากพัฒนาให้มากขึ้น

  1. การใช้ 複合動詞 เป็นสิ่งที่คิดว่าถ้ารู้กริยาประเภทนี้มาขึ้นน่าจะทำให้เล่าเหตุการณ์ได้เห็นภาพและน่าอ่านมากขึ้น
  2. การใช้คำช่วย อันนี้ต้องระวังมากๆ เช่น 背中に乗る คืออันแรกเขียนถูก แต่พอมาอันหลังดันเขียนเป็น 背中を乗る ซะงั้น เพราะเคยชินจากภาษาไทยที่มองว่าหลังเป็นกรรมเลยต้องใช้ を และ 気がつく ที่ต้องเป็น に気がつく
  3. ที่สำคัญเหนืออื่นใด คืออยากเล่าให้น่าสนใจกว่านี้ 😂 หลังจากนี้คิดว่าจะลองเปลี่ยนแนวจากอธิบายตรงๆ ใส่พวกคำพูด น้ำเสียง เช่น ですよ、ね、なんだ พวกนี้ ให้การเล่ามันดูธรรมชาติมากขึ้น ยังไงก็จะพยายามนะครับ

ミッチー、頑張ります。

第三:I+1 ค่อยๆ พัฒนาทีละขั้น

ในคาบหนึ่งที่ผ่านมาได้สักพักแล้วได้เรียนทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนภาษาอย่างมีประสทธิภาพและมีพัฒนาการณ์ โดยวิธีก็คือการค่อยๆ เพิ่มให้ผู้เรียนได้พบกับเรื่องที่ยากกว่าความสามารถของผู้เรียนขึ้นไป 1 ระดับ ซึ่งพอลองกลับมาทบทวนดูแล้วเราก็คิดว่าเรื่องนี้มันใกล้ตัวเรามาก

ทฤษฎีที่ว่าคือ ทฤษฎี i+1 ของ Krashen (ผู้ที่ตอนนี้จำชื่อได้แล้วเพราะโผล่มาในบทเรียนบ่อยมาก) ที่ให้ input ที่มีความยากกว่าทักษะปัจจุบันของผู้เรียน 1 ระดับ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างเป็นขั้นต่อเนื่องไป และจะมีประสิทธิภาพทางกการเรียนรู้มากกว่าการที่จู่ๆ จะเรียนเรื่องยากมากๆ เลย

ส่วนตัวแล้วคิดว่าพักหลังมานี้ตัวเองเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเองอย่างไม่ค่อยเป็นระบบเท่าไหร่

หลังจากเข้าเอกญี่ปุ่นได้ นอกจากภาษาญี่ปุ่นในคาบก็แทบไม่ได้เรียนด้านนอกเลยจนถึงช่วงปิดเทอมใหญ่ปี 2018 ที่ต้องมาอ่านหนังสือเองเพื่อเตรียมสอบ N2 กับตอนต้นปีนี้ (2019) ที่ต้องมาทบทวนเนื้อหา N2 และเรียนเนื้อหา N1 เล็กน้อยเพื่อไปสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

การอ่านสอบนั้นเป็นการอ่านที่ค่อยเป็นค่อยไปมาก เพราะความรู้พื้นฐานโดยรวมของเราก่อนเราจะไปสอบ N2 นั้นคิดว่าอยู่ระดับ N3 ซึ่งเป็น N3 ที่ยังง้องแง้ง ที่สอบเอ็นสามผ่านนั่นก็ตั่งแต่ ม.6 ห่างไปประมาณ 2 ปีกว่า จึงต้องมารื้อฟื้นความรู้ N3 อยู่พักหนึ่งถึงจะเริ่มอ่าน N2 ต่อได้

ตอนอ่าน N1 ก็เช่นกัน เราก็ต้องย้อนกลับมาอ่าน N2 ก่อนถึง 2-3 รอบ เพราะตอนข้ามไปอ่านเนื้อหา N1 นั้นสมองจำไม่ได้เพราะไม่มีความคุ้นเคยเลย พื้น N2 ก็ยังไม่แน่นด้วย

การที่จู่ๆ จะรับข้อมูลใหม่ๆ เลยตั้งแต่แรก คงจะสร้าง Stress ให้สมองของเรามากไป แต่ถ้าไปทบทวนความรู้ที่รองลงมาขั้นหนึ่งที่เป็นความรู้ระดับที่เราพอเข้าใจอยู่แล้วหรือเคยผ่านมาบ้างแล้วก่อนคงจะช่วยให้สมองพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่มากขึ้น และการค่อยๆ หาความเกี่ยวข้องของเรื่องที่ยากกับเรื่องที่พอเข้าใจอยู่แล้ว จะทำให้เราเข้าใจเรื่องที่ยากได้ง่ายขึ้นเพราะมีความรู้พื้นฐานมาก่อน

ความสำคัญของการเรียนรู้แบบ i+1 คือความรู้พื้นฐาน หรือ input ในตัวเราควรต้องเป็นความรุ้ที่เราเข้าใจดีแล้ว ไม่ใช่ว่ามีเยอะแต่ไม่เข้าใจ และความรู้ระดับที่เรากำลังจะเรียนต้องอยู่ในความยากระดับที่เข้าใจได้ด้วย ส่วนตัวเลยคิดว่าเราควรทบทวนความรู้เดิมอยู่เสมอๆ และคอยเรียนรู้เรื่องที่ยากขึ้นไปทีละระดับ เพื่อให้เกิดพัฒนาการ และสำหรับภาษาญี่ปุ่นที่ถูกแบ่งมาเป็นระดับให้แล้วไล่จาก N5 ไป N1 เราจึงคิดว่านี่ก็เป็นข้อดีที่มีการแบ่งมาให้แล้วว่าเราควรเริ่มเรียนที่เรื่องอะไร

นอกจากเรื่องการเรียนภาษาญี่ปุ่นของตัวเองแล้ว ตอนนี้เราก็กำลังสอนภาษาอังกฤษให้น้องอยู่ และจากการเรียนทฤษฎีนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าเรามาถูกทางระดับหนึ่งแล้ว เพราะน้องยังไม่เก่งมากนัก ตอนแรกเราเอาข้อสอบไวยากรณ์ไปให้น้องได้ทำดู ข้อยากบ้างง่ายบ้าง ปนๆ กัน ตอนสอนจริงเราย้อนไปสอนเรื่องง่ายๆ ตั้งแต่ Present simple ไล่ไป Present con, present perfect ซึ่งน้องก็ยังไม่คล่องมาก แต่น้องก็ตั้งใจเรียน (เป็นบุญผู้สอนมากๆ เด็กตั้งใจเรียน 😂) และก็ยังพอมีเวลา เราก็เลยคิดว่าจะใช้การสอนแบบเน้น input ไปสักพักนึงก่อน ฝห้น้องฝึกพื้นฐานฝห้คล่อง แล้วถึงค่อยๆ เพิ่มความยากไปทีละขั้น น้องจะได้ไม่ท้อ มีกำลังใจเรียนต่อไป

นี่เราเองก็ตั้งใจว่าจะสอบ N1 ดู แต่ตอน N2 คะแนนก็ไม่ได้เลิศหรูอะไร คงต้องทบทวนอีกไม่น้อย ที่สำคัญ ความยากของ N1 มันไม่ใช่แค่แกรมม่า แต่เป็นศัพท์นี่แหละ เพราะงั้นก็ต้องมาดูว่าจะสามารถรับ Input ได้เยอะพอจะสอบผ่านหรือไม่

ミッチー、頑張ります

ช่วง มิจจี้พาเที่ยว 

Processed with VSCO with n1 preset

มิจจี้พาเที่ยววันนี้ภูมิใจนำเสนอ ซากจักรยานในกองหิมะ ค้นพบแถวที่ที่เราไปพัก คือรู้แหละว่าหิมะที่นี่ตกหนัก แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ wwwww แฟนบอกว่าถ้ามันสุมขนาดนี้ส่วนใหญ่เจ้าของเขาก็ปล่อยทิ้งไว้เลย รอหิมะละลาย โถ่ เจ้าจักรยานผู้น่าสงสาร

タスク:手際のよい説明

ตอนเราฝึกงานโรงแรม มีลูกค้ามาถามทางไปโน่นไปนี่เยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองพูดรู้เรื่อง เพราะลูกค้ากลับมาโรงแรมปลอดภัยทุกครั้ง (มั้ง wwww)

นี่ โรงแรมที่เราไปฝึกงานมา อยู่สุขุมวิท 20 เข้าซอยมาประมาณสามนาทีอยู่ฝั่งซ้าย

โรงแรมอยู่แถวอโศก ซึ่งลูกค้าที่มาถามทางส่วนใหญ่ก็จะถามทางไปสยาม อันนี้ยังง่ายอยู่เพราะโรงแรมอยู่ไม่ห่างบีทีเอส เราก็ชี้ๆ ว่ายูมองออกไปที่ถนนหน้าโรงแรมนะ เลี้ยวซ้ายนะ เดินตรงไป พอเจอถนนใหญ่ก็เลี้ยวซ้าย แล้วก็ตรงไปเรื่อยๆ จนเห็นสะพานลอยหน้าตึกงี้ๆ ขึ้นไปก็เจอสถานีอโศกงี้ๆ ขึ้นทางนี้ไปสยามงี้ๆ ก็เป็นอันจบการอธิบายแบบง่าย นอกจากสยามก็มี Asiatique ที่นับว่าไปยากพอควรถ้าอยากไปด้วยขนส่งสาธารณะ ตอนบอกทางต้องเปิดแมพควบคู่ไปด้วย บอกเขาให้ขึ้นบีทีเอสไปลงสถานีสพานตากสิน ลงจากสถานีด้วยทางออกงี้ๆ แถวนั้นจะมีชัตเติลโบ้ทฟรีไปถึง Asiatique นะ ก็ประมาณนี้

เอาล่ะ ทีนี้ในคาบอาจารย์ก็ได้ให้ลงบอกทางจาก BTS สถานีชิดลม ให้มาตึกบรมฯ คณะอักษรของพวกเรา ปัญหาแรกที่คิดเข้ามาในหัวเลยคือจะอธิบายตอนเดินเข้ามาใน ม. ยังไง ก่อนหน้านี้ที่เคยบอกทางนักท่องเที่ยวก็บอกแต่สถานที่ๆ มันติดบีทีเอส หรือไม่ก็ถนน ซะส่วนใหญ่ พวกนี้มันมองเห็นง่าย เลยไม่ต้องอธิบายมาก แต่ตึก BRK นี่ยากขึ้นมาระดับหนึ่ง เพราะทางเข้ามหาลัยก็มีตั้งสองฝั่ง ประตูก็หลายประตู ที่หนักใจที่สุด ไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นยังไงนี่แหละ ปัญหาถัดไปที่พบ มันเป็นอธิบายด้วยการเขียน ไม่ใช่พูด ซึ่งยากมากเพราะต้องเขียนให้ครบถ้วนและก็เข้าใจง่ายด้วย

พอเขียนเสร็จรอบแรกแล้วได้มาอ่านของเพื่อนๆ ในคาบ พบว่าของตัวเองนั้นง่อยมาก (www) เป็นการเขียนที่สั้น เพราะตอนนั้นคิดว่าเขียนเยอะไปคงไม่จำเป็น บอกแค่ว่าลงสถานีสยามล้วเลี้ยงนี้นะ ลงสะพานลอยนะ เดินไปขึ้นรถป๊อปที่มีสีงี้ๆ นะ แต่ของเพื่อนนี่มีทั้ง เดินระยะทางเท่านี้ ถึงตรงนี้แล้วมีร้านนี้ และอื่นๆ อีกที่น่าปรับเอาไปใช้ พอได้อ่านของเพื่อนกับของที่อาจารย์ให้มาดูเป็นตัวอย่าง เราก็แก้ออกมาเป็นฉบับล่าสุดที่ละเอียดขึ้น (เนื้อหาเพิ่มสองเท่า) ตามนี้เลยจ้า >>

「チュラポップバスで文学部BRKビルに行きましょう。」

BTSチョンノンシ駅からチュラロンコン大学文学部BRKビルまでの道乗りを説明します。簡単な手段はBTSに乗ってサイアム駅で降り、そしてチュラポップバスに乗ってBRKビルまで行くことです。

まず、BTSチョンノンシ(Chong Nonsi・ช่องนนทรี) 駅からNational Stadium行きの電車に乗ります。チョンノンシ駅から3番目のサイアム(Siam・สยาม)駅で降りてから、6番の出口を出てください。そこからCentral WorldへのSKYWALKという道があり、その道に沿って10メートルぐらい歩いたら、右側に「アンリーデュナン(อังรีดูนังต์)という道路が見えてきます。その道路への階段があるので下って行きます。そして、バス停でチュラポップバスを待ちましょう。

階段から下がったらバス停が前に見えます。そのバス停は7-11の前にあります。もし、バス停の辺に大学生が並んでるラインがあったらそのラインに学生達と並んでください。それはポップバスを待っている人のラインです。チュラポップバスはピンク色のシャトルバスです。大きさは3メートルぐらいで、長さは6メートル、普通のバスの半分くらいです。1号のポップバスが来たらそれに乗ってください。

それからこのバスは左に曲がり、そのところBTSサイアム駅の下にあるでしょう。バスの右側にはサイアムパラゴン、サイアムセンター、サイアムディスカバリー の順になっています。そしてこのバスは左に曲がって、バスの右側にMBKというショッピングモールが見えてきます。まだ降りないでください。あと2-3分ぐらい、バスが左に曲がってチュラ大学に入ります。

一つ目のバス停にはまだ降りないでください。2つ目のバス停に降りてください。このバス停の隣に大きい木があり、その辺には石椅子がたくさんあります。向こう側には小さい7-11があります。バス停の後ろの自転車置き場がある道を通って、そしてBRKビルは左手にあります。ビルの入り口に階段があり、上に「บรมราชกุมารี」と書いてあります。

จากนั้นก็มาดู FeedBack ส่วนตัวคิดว่ามีจุดแก้น้อยกว่าที่คิดไว้ นอกจากเรื่องแกรมม่าแล้ว ขอแบ่งส่วนที่เราได้เรียนรู้มาเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่ตัวเองทำได้โอเค กับ ส่วนที่ต้องแก้ไข

ส่วนที่ทำได้โอเค คือ เราเขียนภาษากำกับไว้เลย 3 ภาษาทั้ง ไทย อังกฤษ และคำอ่านญี่ปุ่น สาเหตุที่เราเขียนไทยไปตั้งแต่ลองเขียนครั้งแรก เช่นพวกชื่อสถานี ช่องนนทรี สยาม ตึกบรมราชกุมารี เราไม่คิดว่าคนญี่ปุ่นจะอ่านได้หรือไม่ได้ แต่เอาไว้ให้เขาดูเพื่อเทียบให้เห็นว่าสถานีสยามมันเขียนเป็นไทยอย่างงี้นะ (เพราะพวกป้ายสถานีจะมีชื่อสถานีเป็นภาษาไทยตัวใหญ่เบ้อเร่ออยู่ )

ป้ายชื่อสถานีสยามตั้งตระหง่าน

นอกจากนี้ก็มีตรงที่บอกว่าหน้าตึก BRK ด้านบนจะเขียนว่า “บรมราชกุมารี” เพราะเราเห็นว่ามันไม่มีบอกชื่อตึกเป็นภาษาอื่นเลย แต่อย่างน้อยก็ให้เขารู้ว่าตึกนี้ภาษาไทยมันเชียนแบบนี้นะ แล้วก็มีเขียนแบบนี้อยู่ตรงด้านบนตึกนะ น่าจะช่วยให้เขาเอาไปดูเทียบได้บ้าง

นี่ไง มีชื่อตึกแปะไว้ด้านบน

สิ่งที่ต้องระวังและแก้ไข   นอกจากพวกแกรมม่าแล้วก็มี

  1. คำศัพท์ เช่น ライン(แถวที่คนยืนต่อกัน) ต้องเป็น 列, 号(หมายเลขรถ) ต้องเป็น 番 อันนี้จู่ๆ ก็เข้าใจผิดไปว่ามันต้องใช้ 号 แต่จริงๆแล้วต้องเป็น 番 , 大きさ(ขนาดรถ) ต้องเป็น 幅 ซึ่งอัันนี้เราคิดไม่ถึงเอง
  2. การอธิบาย เช่น 2.1 “Central WorldへのSKYWALKという道” จริงๆ แล้ว
    มันไม่ได้ชื่อ SKYWALK และมันไม่ใช่ 道 ซึ่งแก้แล้วอาจารย์ให้เปลี่ยนเป็นอธิบายว่ามีร้านซูชิ Naeki แทน “NAEKIと言う寿司屋の右手から大通りに沿った連絡橋を歩き…” 2.2 “バスの右側にMBKというショッピングモールが見えてきます。” ก็สามารถอธิบายได้ง่ายๆ ตามที่อาจารย์แนะนำคือ ” MBKのある交差点でまた左に曲がります。” 2.3 “小さい7-11があります。” เนื่องจากสังเกตุได้ยาก จึงเปลี่ยนการอธิบายเป็น “右に曲がるカーブにさしかかったバス停で”

ตอนไปเป็น สิ่งที่ได้เรียนรู้ 

สิ่งที่เราได้เรียนรู้มากที่สุดจากกิจกรรมนี้คือ การมี 共感 นั่นคือการคิดถึงผู้รับสาร ในกรณีนี้ก็คือผู้ที่เราต้องการนำทางให้มากๆ

  1. การใช้ BTS เรามองข้ามไปเลยว่าผู้รับสารจะประสบปัญหาในการเข้าใช้ BTS ตั้งแต่การซื้อตั๋วไปจนถึงการขึ้นสถานี ในส่วนนี้เราข้ามไม่ได้อธิบายไปเลยเพราะตัวเองชินกับการใช้บีทีเอสไปแล้ว อีกทั้งตอนฝึกงานที่โรงแรมก็ไม่เคยบอกวิธีใช้ BTS กับชาวต่างชาติเลยเพราะคิดว่าพวกเขาคงพอใช้กันได้บ้างแล้ว แต่พอมาย้อนดูก็พบว่าตัวเองก็เคยงงกับการซ้อตั๋วที่ต้องไปแลกเหรียญแล้วต้องย้อนมาซื้อตั๋วนู่นนี่นนั่น วุ่นวายไปหมด ตอนอธิบายนี่มาถึงก็บอกเลยว่าให้ขึ้นสายสุขุมวิท (ซึ่งมันคืออะไรก็ไม่ได้อธิบายไว้โดยละเอียด)
  2. การใช้รถโดยสารประจำทาง แยกเป็นอีกสองเรื่องคือ 1.) ต้องระวังเรื่องการบอกป้าย ว่าไม่ควรใช้ป้ายที่ 1 2 หรือ 3 เพราะรถบัสที่นี่ไม่ได้จอดทุกป้าย ให้บอกเป็ฯจุดสังเกตุแทน 2.) ระวังเรื่องสิ่งสังเกตุ เพราะบางอย่างถ้าเล็กมากหรือไกลมากอาจมองจากในรถไม่เห็น เช่นในที่เราเขียน เราบอกให้ลงป้ายที่มีเซเว่นอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งเซเว่นนั้นมัันก็เล็ก และยังห่างพอควร นี่จึงเป็นจุดต้องระวัง โดยอาจากย์ได้เป็นให้สังเกตุที่ทางเลี้ยวแทน เพราะทางเลี้ยวนั้นชัดเจนกว่า

กิจกรรมนี้นับว่าเป็นประโยชน์ต่อเรามาก เพราะเราคิดว่าจะกลับไปฝึกงานโรงแรมต่อ จึงคิดว่าเป็นการดีที่ได้ฝึกการอธิบาย ที่ไม่ใช่แค่อธิบายละเอียด เข้าใจง่าย แต่ต้องเอาใจใส่และคิดถึงผู้รับสารให้มากๆ ด้วย ซึ่งเราจะนำเรื่อง 共感 นี้ไปใช้เพื่อที่จะอธิบายให้ลูกค้าฟังได้ละเอียดขึ้นต่อไป