หลังจากครั้งที่แล้วได้กลาวไปถึงทฤษฎีoutput hypothesis ที่ต่อยอดมาจากทฤษฎีinteraction hypothesis ครั้งนี้เราจะมากล่าวถึงทฤษฎีถัดมาหลังจากoutput hypothesis นั่นคือ “Noticing Hypothesis“

สิ่งที่noticing hypothesis มีคล้ายกับ output hypothesis ก็คือมีการตระหนักรู้เหมือนกัน
ในoutput hypothesis เราจะมีขั้นตอนที่เราสังเกตุ รับรู้ว่าการใช้ภาษาแบบไหนถูกต้องแต่ในทฎษฎี noticing นี้เราจะนำเรื่องการตระหนักรู้มาแสดงให้เด่นขึ้นไป
คุณ Richard Schmidt ผู้เสนอแนวความคิดนี้ได้กล่าวว่า
“การตระหนักรู้” เนี่ยเป็น “สิ่งสำคัญของการเรียนรู้”
เวลาเราเรียนไวยากรณ์เราควรจะสังเกตุ ตั้งใจ มีสติรู้ตัว (conciously ) ไม่ใช่สังเกตุอย่างเดียวแต่ไม่มีสติ (unconsciously)
เพราะถ้าเรารู้จักสังเกตุและรู้สึกตัวไปด้วยว่าเรากำลังรับสิ่งนี้อยู่นะสิ่งนี้ใช้แบบนี้นะเราก็จะสามารถทำความเข้าใจไวยากรณ์เอาไวยากรณ์ไปใช้ได้อย่างถูกต้องมากขึ้นไม่ใช่แค่จำๆเอาอย่างเดียว
การเข้าใจไวยากรณ์ได้ดีจะช่วยเลื่อนระดับข้อมูลหรือinput ที่เรารับเข้ามาให้มันกลายเป็น “INTAKE” ได้พอ input กลายเป็น intake มันก็จะเกิดความคล่องแคล่วนำไปสร้างoutput ได้ง่ายขึ้น
แต่ แต่ แต่ ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถอัพขั้น input ทุกตัวให้กลายเป็นintake ได้ง่ายๆในinput ร้อยส่วนเราอาจจะแปลเป็นintake ได้เพียงแค่10 20 30 40 ~ ส่วนแล้วแต่ความสามารถของแต่ละคนไป

จากการหาอ่านเพิ่มเติมเราจึงได้เข้าใจว่า แนวคิด noticing นี้เนี่ยมันเลยขึ้นอยู่กับผู้เรียนแต่ละคนเป็นหลักเลย ว่าแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้มากแค่ไหน แล้วมีความสนใจมากแค่ไหน สองสิ่งนี้จะช่วยให้การ noticing มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่างตอนเราเรียนเรื่องคำสุภาพในคาบบรรยายพิเศษเนี่ยแหละ ยอมรับว่ามาถึงตอนนี้เรื่องคำสุภาพเนี่ยก็ยังจำได้ครึ่งๆกลางๆหรืออาจไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เพราะตอนเริ่มเรียนเราก็เอาแต่จำๆว่ารูปสภาพเนี่ยมีรูปยกย่องใช้กับคนระดับสูงกว่า เช่น いらっしゃる、おっしゃる、お会いになる แล้วก็มีรูปถ่อมตน เช่น まいる、申す、お会いするเป็นต้นแล้วเวลาใช้ก็ต้องใช้แบ่งตามกรณีไปเช่นรูปยกย่องใช้กับกริยาของคนที่สูงกว่าส่วนรูปถ่อมตนใช้กับกริยาของเราตอนพูดกับคนที่ยกย่อง
แต่เนื่องจากตอนนั้นก็ได้แต่จำๆไปว่าต้องใช้อย่างงี้อย่างงั้นพอผ่านไปก็ลืมอีกแล้วว่าใช้ยังไงพอมีคาบที่ได้ฟังบรรยายพิเศษเรื่องคำสุภาพแล้วได้เห็นอาจารย์ท่านอธิบายประกอบกับแผนผังว่ามันมีแยกเป็นกลุ่มแรกที่เน้นไปที่เจ้าของการกระทำนะกับอีกกลุ่มเน้นไปที่คู่สนทนานะมันก็ทำให้เราอ๋อออออ なるほど มากขึ้น
แต่เดิมที่เรารับ input อย่างเดียวพอได้ลองทำความเข้าใจเราก็รู้สึกว่าได้อัพขั้น input ให้มันกลายเป็น intake ได้มากขึ้นต้องขอขอบคุณรายวิชานี้ที่ทำให้เราได้พัฒนาทักษะทางภาษาในหลายๆด้านที่แม้จะไม่ได้พัฒนาจนก้าวกระโดดขนาดนั้นแต่ก็ทำให้เราได้ตระหนักถึงสิ่งสำคัญในการเรียนภาษาได้เข้าใจอะไรมากขึ้นกว่าเราในอดีต
ยังอยากอธิบายเรื่องทฤษฎีอื่นๆ ที่ต่อยอดมาจากทฤษฎีนี้อีกแต่กลัวจะอัดแน่นในบทความเดียวมากเกินไปเพราะฉะนั้นพบกันใหม่บทความถัดไปเร็วๆนี้จ้าาา
ช่วง มิจจี้พาเที่ยว


เป็นรูปที่เราถ่ายในสวนสาธารณะใน ม.ฮอกไกโด สวนที่นี่เป็นสวนเล็กๆ แต่สวยมาก มีน้ำตกแล้วจากน้ำตกก็เป็นธารเล็กๆ ไหลลงมา มีหินไว้ให้เหยียบข้ามฝั่ง แต่โดนเจ้าถิ่นจองแล้ว ถถถ พอเต็มไปด้วยหิมะแล้ว มันขาวโพลนไปหมด หิมะที่นี่ตกหนักจริง แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ไทยไม่มีเนาะ